ต้นเสม็ดแดง

ต้นเสม็ดแดง (ชื่อวิทยาศาสตร์Syzygium antisepticum ชื่อพ้อง: Syzygium gratum) หรือ เสม็ดชุน เหม็ดชุน ผักเม็ก ผักเสม็ด ไคร้เม็ด เม็ก เม็ดชุน เสม็ด เสม็ดเขา ยีมือแล เป็นไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ ขนาดกลางมีความสูงโดยทั่วไป 7 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ใบอ่อนสีแดง เปลือกสีน้ำตาลแดง แตกสะเก็ดแผ่นบางๆ โคนต้นที่มีอายุมากมักเป็นพูพอน ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ใบรูปหอกแกมรูปไข่สีเขียว ใบด้านบนเป็นมัน ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ดอกสีขาว ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกแยกแขนงตามซอกใบและปลายกิ่ง ออกดอกเดือน มีนาคม-เมษายน ผลสีขาวทรงกลมขนาดเล็ก มีเนื้อเมล็ดเดี่ยว ออกผลเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน   เป็นพืชที่สามารถพบในป่าดิบแล้งโดยเฉพาะบริเวณชายฝั่ง มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นสมุทร ได้แก่ หมู่เกาะสุมาตรา ชวา และเกาะบอร์เนียว พบขึ้นตามป่าธรรมชาติทุกภาคของประเทศไทย  สันนิษฐานว่าใช้ในการอ้างอิงเป็นชื่อของเกาะเสม็ด ปัจจุบันหาได้ยากในลักษณะที่เป็นผักสด

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

เสม็ดแดง หรือ Syzygium antisepticum จัดอยู่ในวงศ์ชมพู่ (Myrtaceae) ชื่ออื่น: ผักเสม็ด, ผักเม็ก (นครราชสีมา); ไคร้เม็ด (เชียงใหม่); เม็ก (ปราจีนบุรี); เม็ดชุน (นครศรีธรรมราช); เสม็ด (สกลนคร, สตูล); เสม็ดเขา, เสม็ดแดง (ตราด); เสม็ดชุน (ภาคกลาง); ยีมือแล (มลายู – ภาคใต้)

เป็นไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ ขนาดกลางมีความสูงโดยทั่วไป 7 เมตร สามารถสูงได้ 10-15 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เปลือกสีน้ำตาลแดง แตกสะเก็ดแผ่นบางๆ โคนต้นที่มีอายุมากมักเป็นพูพอน

กิ่งอ่อนเป็นสี่เหลี่ยม ใบอ่อนสีแดง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ใบรูปหอกแกมรูปไข่สีเขียว ใบด้านบนเป็นมัน ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม

ดอกสีขาว ถึง สีเหลืองอ่อน ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกแยกแขนงตามปลายกิ่งและซอกใบ ช่อดอกยาว 8-12 ซม. ดอกไม่มีก้านดอก ฐานรองดอกรูปถ้วย ปากแคบ ขนาด 4-10 มม. กลีบเลี้ยง 5 แฉก กลีบดอก 5 กลีบ มีเกสรตัวผู้จำนวนมาก ยาว 5-10 มม.มักมีดอกดกและดอกบานพร้อมกัน ออกดอกเดือน มีนาคม-เมษายน

ผลสีขาว สีขาวขุ่น ทรงกลมขนาดเล็ก ขนาด 8-12 มม. มีเนื้อเมล็ดเดี่ยว ผลอ่อนสีเขียว ติดผลดกเป็นพวง ผลรสหวาน ออกผลเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน

เสม็ดแดง ต่างจาก เสม็ดขาว ที่มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ใกล้เคียงกัน คือ ทรงของใบ เส้นใบ สีของยอดอ่อน สีของเปลือกต้น

การใช้ประโยชน์

ต้นอายุน้อยใช้ปลูกในสวนสมุนไพร ลำต้นที่มีอายุมากใช้ประดับสวน มีผิวที่สวยโดดเด่น ให้ร่มเงาในบ้าน แข็งแรงและดูแลง่าย สามารถเพาะพันธุ์จากเมล็ด และ ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง

ยอดอ่อน ใบอ่อน มีรสเปรี้ยวอมฝาด ลวก หรือใช้รับประทานเป็นผักสดกับน้ำพริก ขนมจีนหรือข้าวยำ  ในใบเสม็ดแดง (ผักเม็ก) มีสารออกซาเลต (Oxalate) สูง การรับประทานสดหรือจำนวนมากอาจเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วในไตได้

ใช้ใบสดตำพอกแก้เคล็ดขัดยอกฟกบวม ตำรับยาพื้นบ้านอีสาน ยอดอ่อน กินเป็นยาขับลม แก้ท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อในเด็ก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Internet

องุ่นทะเล / ครุฑทะเล/Sea Grape/Seaside Grape

ต้นองุ่นทะเล หรืออีกชื่อ ครุฑทะเล  ต้นองุ่นทะเล ไม่ใช่มีดีแค่ใบและผลสวย แต่มาพร้อมกับคุณประโยชน์ที่หลากหลาย  เป็นไม้พื้นเมืองในทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้  เป็นไม้ยืนต้นทรงพุ่ม สูงโดยประมาณตั้งแต่ 3 ขึ้นไป ถ้าโตเต็มที่จะสูงโดยประมาณ 10 ม. ผลไม้แต่ละผลมี ขนาดเส้น ผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว อยู่เป็นพวง อาจมีถึง 75 ผลต่อพวง และจะเปลี่ยนจากสีเขียวสดใสเป็นสีม่วงเข้มเมื่อสุก ดอกมีขนาดเล็ก มี 5 แฉก กลีบดอกมีสีขาว และมีกลิ่นหอม ใบมีลักษณะกลมขนาดใหญ่มีใบกว้างระหว่าง 8-12 นิ้ว ผลรสชาติหวานปนเปรี้ยว ถ้าสุกจัดจะหวานมาก

 

นิยมนำไปทำไวน์หรือทำน้ำผลไม้ แยม เยลลี่หรือทานผลสด ผลสุกเป็นที่ชื่นชอบของนก คน และกระรอก

ประโยชน์ของต้นองุ่นทะเล

*ช่วยในการแก้ปัญหาทางเดินอาหาร แก้ปัญหาการย่อยอาหาร ต้านการอักเสบ ทำให้ผิวกระจ่างใส่

*สาร สกัดจากใบช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับโรคหอบหืด และทำความสะอาดแผล ยาต้มที่ทำจากเปลือกไม้และรากยังช่วยในการรักษาโรคบิด โรคตกเลือด โรคกามโรค โปรแกรมภายนอกช่วยในการรักษาผื่นและปัญหาผิว

* Seagrapes ช่วยในการย่อยอาหาร และยังช่วยให้ตับทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้

*ผลไม้เหล่านี้ช่วยในการลดปริมาณกลูโคสทั้งหมดที่มีอยู่ในร่างกาย ช่วยในการลดปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยในการถ่วงดุลความดันโลหิต

*องุ่นทะเล ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของการผลิตเครื่องสำอาง

*ไม้องุ่นทะเลใช้ในการทำเฟอร์นิเจอร์ สารสกัดจากเปลือกไม้สามารถนำมาใช้แทนหนังแท้ หรือเรซิน ในหมู่เกาะอินเดียตะวันตก จะใช้น้ำต้มจากเปลือกต้น เพื่อใช้สีแดงในการย้อมผ้าได้

*เปลือกไม้จะเป็นประโยชน์สำหรับโรคคอ และแก้อาการเจ็บคอ

*ใบไม้มีคุณสมบัติเป็นยา โดยการใช้สารสกัดจากใบ เพื่อ

ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

* ใช้ใบ พร้อมกับสารสกัดจากส้มในการรักษาโรคนิ่วในไต

*สำหรับการใช้ใบองุ่นทะเลเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดคือการเคี่ยวโดยนำใบสีเขียวประมาณ 10 ใบ นำไปต้มกับน้ำเคี่ยวจนกระทั่้งน้ำได้กลายเป็นสีม่วง ทิ่งไว้ให้เย็นก่อน แล้วจึงนำไปแช่เย็น

*นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในสวน ปลูกเพื่อเป็นแนวป้องกันลมพัดแรงตามแนวชายฝั่งทะเล ปลูกเพื่อรักษาขอบชายหาดและป้องกันการกัดเซาะของหน้าดินได้ และยังปลูกในถนนของเมือง

วิธีการปลูกและการดูแล

*สามารถปลูกในดินได้หลายรูปแบบ สามารถทนต่อความแห้งแล้ง ความร้อนสูง สามารถเติบโตตามสภาพภูมิอากาศที่ร้อนได้ตามธรรมชาติ และทนต่ออากาศที่มีรสเค็มและดินเค็ม สามารถอยู่รอดได้ในทุกสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ชายฝั่งทะเล และยังสามารถปลูกอยู่ในดินที่แตกต่างกันได้ พวกเขาเติบโตได้ดีในดินทราย และมักจะเติบโตโดยตรงบนหาดทรายที่อยู่ติดกับมหาสมุทร คล้ายกับปาล์มมะพร้าว

*ซึ่งสามารถใช้ปลูกได้ทั้งในบริเวณที่ร่มรื่น และในบริเวณที่มีอากาศร้อนมาก พืชไม่ได้รับผลกระทบจากโรค แต่บางครั้งอาจได้รับผลกระทบจากการทำลายล้างโดยหนอนเจาะผลองุ่น เช่นแมลงที่กินใบ

* ออกดอก: จากเมษายน-พฤษภาคม จะติดผลเริ่มตั้งเดือนสิงหาคมถึงเดือนพฤศจิกายน และจะเริ่มสุกและนำไปรับประทานได้ ต้นองุ่นทะเลต้องปลูกอย่างน้อย 2 ต้นขึ้นไปเพื่อเอื้อการผสมเกสร ให้ติดผลได้ดียิ่งขึ้น

*การปลูกควรรองก้นหลุมด้วยซากพืช มูลวัว แล้วคลุมดินด้วยอินทรีย์วัสถุ จะทำให้ต้นกล้าเล็กเจริญเติบโตได้ดี ตั้งตัวได้เร็ว ควรรดน้ำสม่ำเสมอ เพื่อให้ต้นไม้ตั้งตัวได้ เมื่อต้นไม้เร่ิมโต ก็ห่างการรดน้ำได้ ใส่ปุ๋ยเม็ด เดือนละครั้ง พุ่มไม้เหล่านี้สามารถเจริญเติบโตได้ใหญ่มาก แต่ก็เติบโตในอัตราปานกลางเพื่อให้คุณสามารถควบคุมขนาดได้

* หรือสามารถตัดแต่งให้เป็นรูปแบบของต้นไม้ได้หลายรูปแบบ

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจากสำนักพิมพ์บ้านและสวน 

ต้นรวงผึ้ง พรรณไม้หอมไทยแท้ ต้นไม้ประจำพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดมบรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมราชูปถัมภก สภากาชาดไทย

ต้นรวงผึ้ง  ต้นไม้ประจำพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดมบรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 

เหตุใดต้นรวงผึ้งจึงเป็นต้นไม้ประจำพระองค์

ตามธรรมเนียมที่ยึดปฏิบัติมาตั้งแต่ครั้งอดีต เมื่อพระมหากษัตริย์ขึ้นครองราชย์ราชสมบัติเพื่อปกครองประเทศให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข ต้นไม้ที่เป็นมงคล และมีความเกี่ยวพันกับพระมหากษัตริย์พระองค์นั้นจะถูกยกขึ้นมาเป็นต้นไม้ประจำพระองค์

โดยในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้มีต้นไม้ประจำพระองค์คือต้นรวงผึ้ง เนื่องจากเป็นไม้หอม ที่มีความเป็นไม้มงคลในตัว นอกจากนั้นยังมีดอกสีเหลืองที่เป็นสีประจำวันจันทร์ซึ่งเป็นเป็นวันพระราชสมภพของพระองค์อีกด้วย ซึ่งต้นรวงผึ้งนั้นเป็นต้นไม้ประจำพระองค์มาตั้งแต่ยังเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

ความพิเศษของต้นรวงผึ้งอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้ถูกยกขึ้นมาเป็นต้นไม้ประจำพระองค์ของในหลวงรัชกาลที่ 10 คือ ต้นรวงผึ้งนั้นจะออกดอกบานเต็มต้นในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม ซึ่งตรงกับวันพระราชสมภพของในหลวงรัชกาลที่ 10 คือวันที่ 28 กรกฎาคม ดังนั้นเมื่อพระองค์เสด็จออกปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่ไหน ก็มักจะปลูกต้นรวงผึ้งพระราชทานไว้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ประชาชนในสสถานที่นั้น

ลักษณะสำคัญต้นรวงผึ้ง

ต้นรวงผึ้ง หรือจะเรียกตามชื่อพื้นเมืองว่า ต้นน้ำผึ้ง ต้นสายน้ำผึ้ง ก็ได้ ต้นรวงผึ้งเป็นไม้หอมที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย พบมากในป่าทางภาคเหนือ สูงจากระดับน้ำทะเล 1,000-1,100 เมตร เป็นพันธุ์ไม้ประเภทเดียวกับปอ กระเจาและตะขบฝรั่ง

ลักษณะเด่นของต้นรวงผึ้งคือ

ดอกสีเหลืองเข้ม มีกลิ่นหอมตลอดทั้งวัน มีช่อดอกดกที่เกิดตามซอกใบเป็นช่อสั้น โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน ปลายแยกออกเป็น ๕ แฉกคล้ายรูปดาว ไม่มีกลีบดอก มีเกสรตัวผู้จำนวนมาก ซึ่งส่วนที่มองเห็นเป็นสีเหลืองเหมือนดอกนั้นคือเกสรตัวผู้ที่รวมกันเป็นกระจุก ลำต้นแตกกิ่งต่ำ กิ่งค่อนข้างเล็กเรือนยอดเป็นพุ่มมน ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปแผ่นใบสองข้างไม่เท่ากัน ผิวใบด้านบนสีเขียว ด้านล่างสีน้ำตาลอมนวล สามารถขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งและเพาะเมล็ด

ดอกรวงผึ้งจะเบ่งบานในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ผลิดอกได้นาน ๗-๑๐วัน เมื่อดอกสีเหลืองบานพร้อมกันทั้งต้น จะดูงดงามอร่ามตา และส่งกลิ่นหอมชื่นใจตลอดทั้งวัน

การขยายพันธุ์

การตอน เป็นวิธีการที่เหมาะสม ที่สวนไม้หอมฯ ได้ทำการทดลองแล้วมีความจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนในการเร่งรากจึงจะได้ผลดีในการขยายพันธุ์

การขยายพันธุ์

การตอน เป็นวิธีการที่เหมาะสม ที่สวนไม้หอมฯ ได้ทำการทดลองแล้วมีความจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนในการเร่งรากจึงจะได้ผลดีในการขยายพันธุ์

ข้อดีของพันธุ์ไม้ต้นรวงผึ้ง

  1. เป็นพันธุ์ไม้ที่ออกดอกครั้งละมากๆ (เต็มต้น) เมื่อดินแห้งตามธรรมชาติ
  2. เป็นพันธุ์ไม้หอมที่มีช่วงการปลูกกว้าง สามารถขึ้นได้ดีทั้งที่แห้งแล้งและที่ค่อนข้างชื้น
  3. เป็นพันธุ์ไม้ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อม ไม่ต้องการการดูแลมาก ใบไม่ค่อยร่วง
  4. เป็นพันธุ์ไม้ที่มีระบบรากดีมาก ไม่มีการหักโค่นของต้นขนาดใหญ่ ถึงแม้ว่าจะเป็นกิ่งที่ได้จากการตอน

ข้อแนะนำ

  1. เนื่องจากมีการออกดอกครั้งละมากๆ และมีผึ้งตอมเป็นจำนวนมาก ผึ้งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ปลูก
  2. เป็นพันธุ์ไม้หอมที่ออกดอกในระยะสั้นเพียง 7 – 10 วัน/ครั้ง/ปี เท่านั้น
  3. ในพื้นที่ที่มีน้ำมาก รวงผึ้งจะไม่ออกดอกพร้อมกันทั้งต้น

การเลือกต้นรวงผึ้งที่ถูกต้อง ควรเป็นกิ่งกระโดงที่ตรง จะทำให้การเจริญเติบโตดี ทรงต้นสวยงามกว่ากิ่งที่ตอนมาจากส่วนอื่นๆ ของต้น

ข้อมูลอื่นๆ ของต้นรวงผึ้ง

  1. เป็นพันธุ์ไม้ขนาดใหญ่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มออกดอกให้ชม
  2. เป็นพันธุ์ไม้หอมที่เริ่มลดน้อยลงเนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้ที่ออกดอกช้า ช่วงการออกดอกไม่นาน และต้องใช้พื้นที่ในการปลูกมากๆ ไม่ค่อยตรงกับนิสัยคนไทยมากนัก หากไม่ชอบรวงผึ้งจริงๆ ก็ไม่ควรปลูก จะได้ไม่เสียเวลาเปล่า

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :อุทยานหลวงราชพฤกษ์

ภาพ :ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง

มะพร้าวกะทิ

มะพร้าวกะทิ

เป็นมะพร้าวชนิดหนึ่งที่มีผลเนื้อหนา ฟู มีรสหวานมัน มะพร้าวกะทิหาได้ทั่วไปในประเทศที่มีการปลูกมะพร้าว เช่น ฟิลิปปินส์ อินเดีย อินโอนิเซีย มาเลเซีย ไทย

มะพร้าวกะทิไม่ได้เป็นพันธุ์ของมะพร้าว แต่จะเกิดรวมกับมะพร้าวธรรมดา และจะเกิดกับบางต้นเท่านั้น ใน 1 ทะลายอาจพบมะพร้าวกะทิได้ 1-2 ผล ด้วยรสชาติที่อร่อย หวานมัน จึงเป็นที่ต้องการมาก แต่ผลผลิตมีไม่เพียงพอ ทำให้มะพร้าวกะทินั้นมีราคาแพง

ในปัจจุบันได้มีการศึกษาและพัฒนาพันธุ์มะพร้าวให้ได้ผลผลิตมะพร้าวกะทิมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

 

มะพร้าวกะทิเกิดจากอะไร?

การสร้างเนื้อมะพร้าวนั้น เกิดจากมะพร้าวสร้างคาร์โบไฮเดรต ที่เรียกว่า กาแลคโตแมนแนน (Galactomannan) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเนื้อมะพร้าวขึ้น จากนั้นต่อมาตามปกติมะพร้าวจะมีการสร้างเอนไซม์ แอลฟากาแลคโตซิเดส (Alpha galactosidase enzyme) เพื่อย่อยกาแลคโตแมนแนน ให้เกิดเป็นแมนแนน (Mannan) หรือเนื้อมะพร้าวธรรมดา  ในมะพร้าวกะทิ จะไม่มีการสร้างเอนไซม์แอลฟากาแลคโตซิเดส ทำให้ยังคงเป็นกาแลคโตแมนแนน ที่มีลักษณะอ่อน ฟู เหนียวนุ่ม และเนื้อหนากว่าปกติ

มะพร้าวกะทิ ให้พลังงานเท่าไร?

เนื้อมะพร้าว 100 กรัม ให้พลังงาน 354 กิโลแคลอรี ประกอบด้วยสารอาหารต่อไปนี้

คาร์โบไฮเดรต 15.23 กรัม

โปรตีน 3.3 กรัม

ไขมัน 33.49 กรัม

ไฟเบอร์ 9 กรัม

นอกจากนี้มะพร้าวกะทิยังมีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย

ประโยชน์ของมะพร้าวกะทิ

ในมะพร้าวกะทิมีสารที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ดังนี้

กรดลอริก (Lauric Acid) เป็นกรดไขมันอิ่มตัว ช่วยเพิ่มไขมันดี (HDL) ในเลือด ป้องกันการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

สารต้านอนุมูลอิสระและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม แมงกานีส ธาตุเหล็ก ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของเซลล์ในร่างกาย กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ ป้องการการติดเชื้อต่างๆ และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

กากใยสูง ช่วยเรื่องการทำงานของระบบขับถ่าย

ไขมันอิ่มตัว ช่วยเรื่องการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย ช่วยเผาผลาญไขมัน ดังนั้นการรับประทานมะพร้าวจึงเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักได้

มะพร้าวกะทินับเป็นผลไม้ที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ และยังสามารถช่วยเรื่องการควบคุมน้ำหนัก หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม แต่อย่างไรก็ตาม การเลือกรับประทานอาหารหรือผลไม้ ควรรับประทานอย่างหลากหลาย เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนเหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย

6 แหล่งข้อมูล

กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่

  1. เทคโนโลยีชาวบ้าน, มะพร้าวกะทิ กับ มะพร้าวแกง ต่างกันอย่างไร (https://www.technologychaoban.com/bullet-news-today/article_96167 ), 30 มกราคม 2562.
  2. ไทยเกษตรศาสตร์, มะพร้าว:การปลูกมะพร้าวกะทิ (https://www.thaikasetsart.com/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%81/, 31 มิถุนายน 2554.
  3. กรมวิชาการเกษตร, การผลิตมะพร้าวกะทิ (http://www.doa.go.th/learn/?qa=15/13-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B4)
  4. Nutrition and you, Coconut nutrition facts (https://www.nutrition-and-you.com/coconut.html).
  5. Lisa Thompson, 5 Awesome Health Benefits of Raw Coconut Meat (https://www.livestrong.com/article/352244-health-nutrition-benefits-of-raw-coconut-meat/), 19 December 2018.
  6. Healthline, What Is Coconut Meat, and Does It Have Benefits? (https://www.healthline.com/nutrition/coconut-meat) , 13 June 2019.

เครดิตภาพจาก Internet

พระราชกรณียกิจ ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดมบรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมราชูปถัมภก สภากาชาดไทย เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 70 พรรษา

ในเดือนกรกฎาคม 2565 นี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับคนไทยทุกคน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 70 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดมบรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมราชูปถัมภก สภากาชาดไทย

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชสมภพ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 ได้รับพระราชทานพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ

และเมื่อครั้งปีพ.ศ. 2522 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวพระบรมราชูปถัมภก สภากาชาดไทย ทรงเสด็จพระราชดำเนินอารักษ์ขา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงสภานายิกาสภากาชาดไทย ทรงไปเยี่ยมผู้อพยพชาวกัมพูชา รวมทั้งการคุ้มกันพื้นที่ในบริเวณรอบค่ายผู้อพยพชาวกัมพูชา ที่บ้านเขาล้าน จังหวัดตราด ด้วยพระองค์เอง ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

จัดกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2565 นางสาวกรองจิตร ชมสมุท ผู้จัดการศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน จังหวัดตราด นำเจ้าหน้าที่และลูกจ้างศูนย์ราชการุณย์จัดกิจกรรม โดยมีนาวาตรี วิเชียร อ่อนน้อม รองหัวหน้า ชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 3ฯ พร้อมกับกำลังพลทหาร ชค.3 มาร่วมด้วย จัดกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล โดยจัดกิจกรรมการพัฒนาพื้นที่ทำความสะอาด ลอกท่อระบายน้ำ ตัดหญ้า ถางป่า รอบบริเวณ ศาลาประดิษฐานพระพุทธรูปหลวงพ่อแดง ในวันที่ 1 มิถุนายน 2565

ความร่วมมือการทำความสะอาดก่อนส่งมอบคืนพื้นที่ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน ที่เคยใช้เป็น โรงพยาบาลสนามของจังหวัดตราด

ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน จังหวัดตราด ร่วมกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตราด โรงพยาบาลคลองใหญ่ ชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 3ฯ และ องค์การบริหารส่วนตำบลไม้รูด  ทำความสะอาดอาคาร และบริเวณพื้นที่รอบอาคาร ที่จังหวัดตราดขอใช้เป็นโรงพยาบาลสนาม ก่อนส่งมอบคืนศูนย์ราชการุณย์ฯ ระหว่างวันที่ 18-19 พฤษภาคม 2565

“เขาล้าน” ที่ไม่ได้มีแค่ทะเลและหาดสวย

“เขาล้าน” ที่ไม่ได้มีแค่ทะเลและหาดสวย

“เขาล้าน” ที่ไม่ได้มีแค่ทะเลและหาดสวย ที่น้อยคนนัก…จะรู้จักหรือได้ยินชื่อ หาดราชการุณย์ หรือศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน จ.ตราด หาดทรายขาวและสวย สงบ ทอดยาว เดินมองวิวขอบฟ้าสุดสายตา แบบพาโนรามากันเลยทีเดียว ที่ ศูนย์ราชการุณย์ฯบ้านเขาล้าน อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด อยู่ห่างจาก ตัวเมือง ตราด 48 กิโลเมตร และห่างจาก บ้านหาดเล็ก ตลาดชายแดน ไทย – กัมพูชา เพียง 40 กิโลเมตร เท่านั้น
หาดราชการุณย์ ไม่ได้เป็นแค่ชายหาดท่องเที่ยว แต่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และศูนย์ศึกษาธรรมชาติ ภายใต้การดูแลของ สภากาชาดไทยในชื่อ ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน
หากย้อนไปเมื่อ 43 ปีที่แล้ว ที่นี่ คือ…“ศูนย์สภากาชาดไทย เขาล้าน จังหวัดตราด “ คือศูนย์ช่วยเหลือแก่ผู้อพยพชาวกัมพูชา ที่อพยพหนีภัยสงครามภายในประเทศ เข้ามาทางชายแดนไทย เฉพาะทางชายแดนด้านจังหวัดตราดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2522 มีจำนวนเขมรอพยพ ร่วมแสนคน มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในเขตราชอาณาจักรไทย สุดปัญญาที่ทางจังหวัดตราดจะบรรเทาความเดือดร้อนได้ สภาพเขมรอพยพในขณะนั้น เป็นที่น่าสังเวชใจของผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง แต่ละคนอยู่ในสภาพซูบผอม อดอยาก หิวโหย บางรายมีแต่ หนังหุ้มกระดูก สภาพเหมือนศพเดินได้ บางรายเจ็บป่วยนอนกับพื้นดินอย่างระเกะระกะ ผู้อพยพส่วนใหญ่ เป็นสตรีและผู้สูงอายุ ส่วนเด็กอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด พ่อแม่ตายระหว่างทาง มีเด็กเล็กนอนรอความตายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากขาดอาหารและผู้ดูแล เด็กอ่อนบางรายถูกวางทิ้งไว้ตามลำพัง นอนหายใจรอความตายอย่างช้า ๆ บนพื้นดินที่เต็มไปด้วยโคลนและอุจจาระ ด้วยเหตุที่เขมรอพยพจำนวนมากเหล่านั้น ล้วนอดอยากหิวโหย เจ็บป่วย เกินกำลังของทางจังหวัดจะดูแลช่วยเหลือได้ ดังนั้น ในช่วงต้นเดือน พฤษภาคม 2522 นายปัญญา ฤกษ์อุไร ผู้ว่าราชการจังหวัดตราดขณะนั้น จึงติดต่อขอความช่วยเหลือในชั้นต้นมายัง สภากาชาดไทย เพื่อขอความอนุเคราะห์ในเรื่องยารักษาโรค เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และอาหาร เท่าที่จะเป็นไปได้ ในครั้งนั้น ศาสตราจารย์ นายแพทย์หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์ เลขาธิการสภากาชาดไทย ได้นำความขึ้น กราบบังคมทูลสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทยและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย โดยลำดับ
เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย ทรงตัดสินพระราชหฤทัยพระองค์เองโดยมิทรงคำนึงถึงความปลอดภัย ส่วนพระองค์ ทรงนึกถึงมนุษยธรรมเป็นข้อสำคัญที่หนึ่ง ดังนั้น ณ วันที่ 26 พฤษภาคม พุทธศักราช 2522 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในฐานะสมเด็จองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย จึงได้เสด็จ พระราชดำเนินทรงเยี่ยมผู้อพยพชาวเขมรซึ่งเวลานั้นรวมกันอยู่ที่บ้านเขาล้าน ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เป็นการฉุกเฉิน เมื่อพระองค์ท่านเสด็จฯถึง จึงเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนผู้อพยพทันที ท่ามกลางแดดเปรี้ยงตอนเที่ยงวัน พระราชดำเนินตั้งแต่ หัวบ้านเขาล้านจนไปจรดชายทะเล ระยะทางประมาณ 2.3 กิโลเมตร โดยมีทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย
จะเห็นได้ว่าศูนย์สภากาชาดไทย เขาล้าน จังหวัดตราด ได้ตั้งขึ้นตามพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยชีวิตเพื่อน มนุษย์ด้วยกัน ตามหลักการของกาชาดและหลักธรรมของทุกศาสนา ซึ่งศูนย์นี้ได้เปิดให้เป็นศุนย์อพยพช่วยเหลือชาวกัมพูชาเป็นเวลา7 ปี และปิดตัวลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 กรกฎาคม 2529 และในปี พ.ศ. 2535 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ทรงมีพระราชดำริให้พัฒนาศูนย์สภากาชาดไทย แห่งนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ และเฉลิมฉลองในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบในปี พ.ศ. 2535 และได้พัฒนาศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนสำหรับประชาชนทั่วไปเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

วันนี้ในอดีตเมื่อ30ปีมาแล้ว

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย ซึ่งจัดแสดงนิทรรศการ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมชาวกัมพูชาอพยพ ระหว่างปีพ.ศ.2522-2529 ที่ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน จังหวัดตราด เมื่อวันพุธที่ 29 เมษายน 2535 เวลา 10.09 น. เป็นปฐมฤกษ์ เวลา 10.39 น. เป็นดีสุดแห่งฤกษ์ ลัคณาสถิตย์ ราศีกรกฏ ประกอบไปด้วย ราชาแห่งฤกษ์

ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน จ.ตราด ร่วมกับชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 3ฯจัดกิจกรรมจิตอาสาเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 5 ธันวาคม 2564

เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2564
นางสาวกรองจิตร ชมสมุท ผู้จัดการศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน จังหวัดตราด นำเจ้าหน้าที่และพนักงานของศูนย์ฯจัดกิจกรรมร่วมกับนาวาเอกยศพัทธ์ พูลเกษม หัวหน้าชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 3ฯ พร้อมกับกำลังพลทหาร ชค.3 มาร่วมด้วย จัดกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล โดยจัดกิจกรรมเก็บขยะชายหาด ตัดหญ้า ถางป่า ในพื้นที่ศูนย์ราชการุณย์ฯ ในวันที่ 3 ธันวาคม 2564